วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


MY HOME PAGE

ยินดีต้อนรับทุกท่านด้วยความยินดี
จัดทำโดย
วัฒนา ยิ้มวุฒิกุล ปวส.1 คอมพิวเตอร์กราฟิก
Thonburi Vocational College 2004

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยื่ยมชม






คณะวิชาศิลปกรรม
แผนกวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การทำน้ำเลดี้พิ้งค์

ส่วนผสม  
 มะเขือเทศพันธุ์ทานสด (ดอยคำ) 1 ผล 
 ส้มเขียวหวาน 1 ผล 
 สตรอว์เบอร์รี่ 5 ผล 
 เกลือนิดหน่อย  


วิธีทำ
-
ล้างมะเขือเทศให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็ก (ใช้มะเขือเทศเชอรี่แทนก็ได้ใช้ประมาณ 15 ผล)
-
ส้มเขียวหวานล้างผ่าครึ่งซีกคั้นเอาแต่น้ำ (ส้มควรเลือกชนิดหวานอมเปรี้ยว)
-
สตรอว์เบอร์รี่เด็ดขั้วล้างน้ำพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
-
ใส่น้ำส้มที่คั้นไว้ มะเขือเทศและสตรอว์เบอร์รี่ลงในโถปั่น จากนั้นเปิดเครื่องใช้ความเร็วปานกลาง พอละเอียดปิดเครื่องลองชิมดู อาจเติมเกลือหรือน้ำเชื่อมลงได้อีกเล็กน้อย นำไปแช่เย็นสักครู่ จัดเสิร์ฟ

 อ้างอิงจาก   http://www.yourhealthyguide.com/Menu/mj-lady-pink.html

การทำน้ำดอกอัญชัน

ส่วนผสม 
 
น้ำดอกอัญชัน 1 ถ้วย
 
 น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ 
 น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ  
   
   


วิธีทำ
-
วิธีทำน้ำดอกอัญชัน : นำดอกอัญชันสด 100 กรัม ล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อ เติมน้ำเปล่า 2 ถ้วย ต้มจนเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ ประมาณ 2-3 นาที แล้วกรองดอกอัญชันขึ้นจากหม้อต้ม
-
วิธีทำน้ำเชื่อม : น้ำเปล่า 500 กรัม, น้ำตาลทราย 500 กรัม
-
นำน้ำดอกอัญชัน น้ำเชื่อม และน้ำผึ้งผสมรวมกัน ชิมรสตามชอบ
-
หรืออีกวิธีหนึ่ง นำดอกอัญชันตากแห้งประมาณ 25 ดอก ชงในน้ำเดือด 1 ถ้วย ดื่มแทนชา

ข้อแนะนำการดื่ม
 
1.
ควรดื่มทันทีที่ปรุงเสร็จ เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารและยา
 
2.
การดื่มน้ำสมุนไพรชนิดเดียว ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้เกิดการสะสมสารบางชนิด ที่มีฤทธิ์ต่อร่างกายได้
 
3.
การดื่มน้ำสมุนไพรร้อนๆ ที่มีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะทำให้เยื่อบุผิวหลอดอาหาร เสียสภาพภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ และอาจทำให้มีการดูดซึม สารก่อมะเร็ง จุลินทรีย์ ฯลฯ ได้ง่าย

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับจากดอกอัญชันมีหลายประการดังนี้
 
1.
เป็นเครื่องดื่มดับกระหาย มีสารแอนโธไซยานิน มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิต้านทาน
 
2.
ใช้เป็นสีผสมอาหาร โดยเฉพาะในขนมไทย เช่น ขนมชั้น ขนมน้ำดอกไม้
 
3.
สารแอนโธไซยานิน มีอยู่มากในดอกอัญชัน มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น เนื่องจากสารตัวนี้ จะไปเพิ่มการไหลเวียนในหลอดเลือดเล็กๆ เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้กลไกที่ทำงาน เกี่ยวกับการมองเห็นแข็งแรงขึ้น เพราะมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงมากขึ้น ในขณะนี้ ก็มีการศึกษาวิจัยทางคลินิก เกี่ยวกับ ความสามารถของแอนโธไซยานิน ในการเพิ่มประสิทธิภาพของดวงตา เช่น ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น


อ้างอิงจาก    http://www.yourhealthyguide.com/Menu/mj-aanchan-juice.html

6นำสมุนไพร

1) A New Dawn  
 น้ำแครอท 3 ออนซ์  
 น้ำส้มคั้น 10 ออนซ์  
 น้ำมะนาว 6 มล.  
 น้ำเชื่อม 15 มล.  
 น้ำแข็ง 1 ถ้วย (16 ออนซ์)  
   
 2) Popeye  
 น้ำผักขม 2 ออนซ์  
 เนื้อลิ้นจี่ 1 ผล  
 สับปะรด 40 กรัม  
 น้ำมะนาว 7 มล.  
 น้ำเชื่อม 20 มล.  
 น้ำแข็ง 1 ถ้วย  
   

3) Volcano on the ice
4) Peaceful Sunlight
 น้ำขิง 10 มล.  
รากบัวต้มสุก 80 กรัม
 น้ำสับปะรด 2 ออนซ์  
น้ำแครอท 2 ออนซ์
 น้ำส้ม 3 ออนซ์  
น้ำส้ม 10 มล.
 น้ำเชื่อม 25 มล.  
น้ำมะนาว 6 มล.
 น้ำแข็ง 1 ถ้วย  
น้ำเชื่อม 25 มล.
   
น้ำแข็ง 1 ถ้วย
   
 5) Rosy Blossom  
6) Beauty and the Beast
 กะหล่ำปลีสีม่วง 1.5 ออนซ์  
น้ำมะระ 30 มล.
 มะละกอสุก 80 กรัม  
ว่านหางจระเข้ 80 กรัม
 น้ำมะนาว 6 มล.  
น้ำมะนาว 7 มล.
 น้ำเชื่อมไซรัป 25 มล.  
น้ำเชื่อม 35 มล.
 น้ำแข็ง 1 ถ้วย  
น้ำแข็ง 1 ถ้วย


เทคนิค
-
ส่วนผสมที่เป็นน้ำผักเตรียมได้โดยใช้เครื่องคั้นแยกกาก แล้วน้ำน้ำผักที่ได้สดๆ มาผสมกับส่วนผสมอื่นๆ
-
เครื่องดื่มแต่ละชนิดให้ปรุงวิธีเดียวกันคือน้ำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นเข้าจนเป็นเนื้อละเอียด แล้ตกแต่งให้สวยงามด้วยผลไม้ก่อนเสิร์ฟ


อ้างอิงจาก    http://www.yourhealthyguide.com/Menu/topic-juice.htm

การทำนำแอปเปิ้ล

ส่วนผสม
เนื้อแอปเปิลสุก 2 ถ้วยตวง
น้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
เกลือ 1/2 ช้อนชา


วิธีทำ
-
ล้างแอปเปิลให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
-
นำเนื้อแอปเปิลผสมน้ำ ต้มให้เดือด พอเนื้อแอปเปิลเปื่อยนำมายีให้ละเอียด
-
ผสมน้ำตาลทราย เกลือ คนให้ละลาย นำไปต้มอีกครั้งให้เดือด ยกลงพักให้เย็น
-
วิธีเสิร์ฟ : แช่ให้เย็นในตู้เย็น หรือลอยด้วยน้ำแข็ง 2 - 3 ก้อน

อ้างอิงจาก    http://www.yourhealthyguide.com/Menu/mj-apple-juice.html

การทำเค้กช็อคโกแล็ต

เผลอปุ๊บนึกถึง ชอคโกแลต ปัป ลิ้นก็อยากจะสัมผัส  ใจก็อยากจะได้มา พอนึกปุ้บน้ำในปากไหลปัป นี่ขนาดห้ามใจนะ
นี้ขนาดแค่ตั้งใจ เผลอปุปนึกถึง ชอคโกแลต ปัป ....... ทุกๆอย่างก็แวววับ โลกหมุนกลับในพริบตา
น้าทุกข์ ช้างตัวใหญ่มานั่งทับ อย่าคิดว่าใหย่แล้วยอมนะ เพื่อ ชอคโกแลตฉันทำได้
แม้เธอดำแต่ฉันยืนยันจะรักเธอ ดำได้ใจแต่หวานเกินใครก็ยิ่งรัก ชอคโกแลต
ชอคโกแลตถึงแม้ฉันจะทานต่อ(แม้ว่าฉันจะทานแล้วโดนล้อ)ชอคโกแลต ถึงแม้ฉันจะทานต่อ(แม้ว่าฉันจะทานแล้วมันไม่หล่อ)  555 จบเพลงๆๆ ค่ะ ยิ่งร้องแล้วยิ่งอยากจากิน ชอคโกแลต
ไม๊คะ งั้นวันนี้  เรามาดูวิธีการทำเค้กชอคโกแลต กันเลยดีกว่านะคะ อิ_อิ


ส่วนผสมตัวเค้กส่วนที่ 1

- แป้งเค้ก 80 กรัม
- ผงฟู 1/4 ช้อนชา
- เบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
- กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- ผงโกโก้ 25 กรัม
- น้ำตาลทรายป่น 90 กรัม

ส่วนผสมตัวเค้กส่วนที่ 2

- น้ำ 50 กรัม
- นมข้นจืด 25 กรัม
- น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
- น้ำมันพืช 65 กรัม
- ไข่แดง 2 ฟอง

ส่วนผสมตัวเค้กส่วนที่ 3

- ไข่ขาว 2 ฟอง
- น้ำตาลทราย 45 กรัม
- ครีมออฟทาทาร์ 1/4 ช้อนชา

วิธีทำตัวเค้ก
นำส่วนผสม 1 ได้แก่ แป้งเค้ก น้ำตาลทรายป่น ผงโกโก้ โซดา ผงฟู ร่อนร่วมกัน 2 ครั้งคะ ถ้าใช้วนิลลาแบบผงก็ร่อนรวมกันไปเลย แต่ใช้แบบน้ำใส่ทีหลังคะ เกลือป่นใส่หลังจากร่อนของแห้งอื่น ๆ แล้วนะคะ เพราะมันค่อนข้างเม็ดใหญ่ แล้วเอาช้อนให้เข้ากัน ทำหลุมตรงกลางไว้ค่ะ

แล้วนำของเหลว (2) ที่ผสมกันไว้เทใส่ชามผสมของแห้ง (1) ค่ะ แล้ว เอาตะกร้อมือคนแบบน้ำเซาะตลิ่งให้เข้ากัน หรือจะคนแบบแรง ๆ เร็ว ๆ ก็ได้คะ พอเข้ากันแล้วหยุดเลย ถ้าคนมากเนื้อเค้กที่ได้เหนียวคะ แล้วพักไว้ก่อนคะ

มาถึงส่วนผสมที่ 3 บ้างค่ะ ไข่ขาวและครีมออฟทาร์ทาร์ใส่ชามผสม ตีด้วยความเร็วสูงจนเป็นฟอง ใส่น้ำตาลทรายป่นลงไปแล้วตีต่อด้วยความเร็วสูงค่ะ ใส่ทีละช้อนนะ ประมาณ 3 ครั้งค่ะ จนตั้งยอดอ่อนก่อนที่จะแข็ง แล้วหยุดค่ะ

นำส่วนของไข่ขาวไปผสมกับส่วนของไข่แดงที่เราผสมกันไว้เมื่อกี้ แบ่งผสม 2 ครั้งนะ ใช้ตะกร้อมือส่วนผสมจะเข้ากันง่ายกว่าไม้พายนะคะ ถ้าตีไข่ขาวตั้งยอดมากไป ผสมกว่าจะเข้ากันใช้เวลานานนะคะ ไม่ดี เนื้อเค้กก็จะหยาบแห้งด้วย ก็ผสมกันจนหมดนะคะ พอผสมเข้ากันดีแล้วเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้คะ เคาะก้นพิมพ์เบา ๆ ไล่ฟองอากาศออกไปค่ะ นำเข้าเตาอบได้เลยค่ะ



เค้กสุกนำออกมา กระแทกพิมพ์ให้โครงสร้างอยู่ตัว 1 ที รอเย็นนำออกจากพิมพ์ค่ะ คราวนี้มาทำหน้านิ่มกันค่ะ

ส่วนผสมหน้าเค้ก
ส่วนที่1
- ผงวุ้น 1 ช้อนชา
- น้ำ 300 กรัม
- นมข้นจืด 200 กรัม
- น้ำตาลทราย 200 กรัม
- โกโก้ 50 กรัม

ส่วนที่2
- แป้งข้าวโพด 40 กรัม
- นมข้นจืด 150 กรัม

ส่วนที่3
- เนยสด 150 กรัม

วิธีทำหน้านิ่ม

นำ น้ำ, น้ำตาลทราย, นมข้นจืดส่วนที่ 1 (200 กรัม), ผงโกโก้ และผงวุ้น ใส่หม้อรวมกันเลยค่ะ เอาตะกร้อมือคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันก่อนค่ะ

ส่วนของ แป้งข้าวโพดและนมข้นจืดส่วนที่ 2 รวมกันให้เข้ากัน

นำไปตั้งไฟอ่อนๆ แต่ก็ไม่อ่อนเสียสีเดียว มากกว่าอ่อนหน่อยค่ะ เอาตะกร้อมือคนตลอด ให้น้ำตาลทรายและผงวุ้นละลาคนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมเดือดนะคะ

แล้วก็เทแป้งข้าวโพดที่ละลายรวมกับนมข้นจืดลงไป ก่อนเทเขย่าๆ อีกทีคะ ตอนนี้ต้องลดไฟลงอ่อนค่ะ ใช้ตะกร้อมือคนตลอด ส่วนผสมจะข้นขึ้น ห้ามหยุดมือค่ะ

ใส่เนยสดที่หั่นชิ้นเล็กลงไปคะ ถ้าใส่รัมใส่ตอนนี้เลยคะ คนให้เนยละลาย ปิดเตาเลยคะ
จากนั้นก็คนด้วยตะกร้อมือต่อให้หน้านิ่มอุ่น ห้ามหยุดคน มันจะ set ตัวเป็นลิ่มๆ หยอดแล้วไม่สวยคะ

เมื่อเค้กเย็นแล้วนำออกจากพิมพ์ slice เป็นกี่ชั้นตามต้องการนะคะ


แบ่งหน้านิ่มตักใส่ไปค่ะ เท่าไรก็ใส่ไป แต่ดูให้มันสมดุลแล้วกันค่ะ หน้านิ่มนี่ต้องคอยคนตลอดนะ ห้ามหยุด หยุดแล้วมันจะเป็นลิ่มๆ ค่ะ

แล้วก็จับเค้กเอียงๆ ให้หน้านิ่มไหล แล้วก็กระแทกๆ ให้หมดฟองอากาศ หรือใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มก็ได้ ทิ้งเวลาไว้ให้หน้านิ่มเซ็ทตัวนิดหน่อย เอานิ้วสัมผัสดูหน้ามันจะตึงๆ ค่ะ

พอหน้านิ่มด้านล่างตึงๆ แล้วเอาเค้กชั้นต่อมาวางลงไป แล้วก็ทำเหมือนเดิมเหมือนเมื่อกี้ คราวนี้ทิ้งเวลาไว้กว่าหน้านิ่มจะเซ็ทตัวทั้งหมด


อ้างอิงจาก    http://www.lovekanomcake.blogspot.com/

การทำสตอเบอร์รี่ชีสเค้ก

วันนี้นะคะ เอาวิธีการทำ สตอเบอร์รี่ชีสเค้ก มาฝากค่ะ ใครที่ชอบทานสตอเบอร์รี่ นี่ห้ามพลาดเลยนะคะ นอกจากหน้าตาจาน่ารักแล้ว ยังน่าทานด้วยนะคะ งั้นเรามาดูวิธีทำกันดีกว่าค่ะ ใครมีความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ก็ comment มานะคะ แล้วจาเอาวิธีการทำขนมเค้ก อื่นๆ มาให้ลองทำกันอีกนะคะ ^^"



ส่วนผสมครัสท์

1.เกรมแคร้กเกอร์ (graham cracker) 1 1/2 ถ้วย
2.น้ำตาลทรายแดง 2 ชต.
3.เกลือ 1/8 ชช.
4.เนยละลาย 5 ชต.
วิธีทำ
1. ผสมของแห้งทุกอย่างรวมกัน ละลายเนยให้เหลว แล้วเทลงในอ่างแกรมแคร้กเกอร์
ใช้ไม้พายคนส่วนผสมเข้าด้วยกัน คนไปเรื่อยๆจนกระทั่งส่วนผสมร่วนเป็นทรายไม่เกาะกันเป็นก้อนค่ะ
2.เอาเนยทาที่ก้นพิมพ์ไว้ก่อนนะคะ พอส่วนผสมเรียบร้อยก็เอามากรุก้นพิมพ์ใช้มือกดๆให้เรียบแน่นหน่อยนะคะ จากนั้นก็เอาพิมพ์นี้ไปใส่ตู้เย็นให้ส่วนผสมแข็งจับตัว กันค่ะ ซัก 10-12 นาที แล้วก็เอาไปอบใช้ไฟ 350 องศาฟาเรนไฮต์ อบเสร็จแล้วก็พักไว้ก่อนค่ะ แล้วเราก็ไปทำตัวชีสเค้กกันก่อนนะคะ
ส่วนผสมตัวชีสเค้ก
1.ครีมชีสขนาด 8 ออนซ์ 3ก้อน
2.น้ำตาล 1 1/4ถ้วย
3.วานิลา extract 1/4 ชช
4.ไข่ ทั้งฟอง 3 ฟอง
5.ไข่แดง 1 ฟอง
6.เฮฟวี่ครีม 1/3 ถ.
7.sour cream 1/3 ถ.
8.ผิวเลมอน หรือใช้แต่ เลมอนแอ๊คแทรคก็ได้ค่ะ 1/4 ชช
มาเริ่มทำตัวเค้กกันต่อค่ะ..
1.เอาครีมชีส ต้องวางไว้ให้หายเย็นก่อนนะคะ อุณภูมิห้องตามตำรา ใส่ชามอ่างแล้วตีให้เนียนอย่าตีนานมากเกินไป พอตีเนียนดีแล้ว เอาน้ำตาลใส่ลงไปตีใส่น้ำตาลทีละ 1/3ถ้วยนะคะ ตีไปจนน้ำตาลหมด ใช้พายยางปาดๆขอบอ่างด้วย
2.ต่อไปใส่ไข่ ใ่ส่ทีละฟองนะคะ ความเร็วของเครื่องที่ใช้ตีนี้ปานกลางค่อนข้างต่ำค่ะ
3.จากนั้นก็ใส่เฮฟวี่ครีม sour cream วานิลา เลมอนแอ๊คแทรค ตีให้เข้ากันค่ะ ตอนที่ตักส่วนผสมให้เข้ากันนี้ ทำๆหยุดๆด้วยนะคะ ใช้พายยางปาดตรงก้นขึ้นมาด้วย เผื่อมีครีมติดอยู่ก้นโถนะคะ ลืมบอกไปค่ะว่าถ้าหาsour cream ไม่ได้ให้ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติแทนได้ค่ะ
4.เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้วก็เทใส่พิมพ์ขนาด 9 นิ้ว อย่าลืมทาขอบๆพิมพ์ด้วยเนยนะคะ เอาใส่เตาอบชั้้นกลางของเตาอบ อบนาน 55 นาทีถึง 1 ชม.พออบเสร็จอย่าเพิ่งด่วนเอาชีสเค้กออกจากเตาอบ แค่ปิดเตาอบ แล้วแง้มๆเตาอบเปิดไว้นานประมาณ 1 ชม.ก่อนที่จะเอาเค้กออกมาตั้งข้างนอกให้อยู่ในอุณหภูมิห้องอีกทีนะคะ หน้าเค้กจะได้ไม่แตกค่ะ พอพักไว้เย็นอุณหภูมิห้องแล้วก็เอาใส่ตู้เย็นไว้ ให้เค้กอยู่ตัวอีก อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนจะตัดเค้กมาทานค่ะ


ว๊าวๆๆๆ เพียงเท่านี้เราก็จามีเค้กน่ารักๆทานกันแล้วนะคะ ใครทำออกมาหน้าตาเป็นยังไง รสชาติถูกปากกันบ้างรึป่าว เอามาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ ^^" ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการทำ สตอร์เบอร์รี่ชีสเค้ก นะคะ สู้ๆ

อ้างอิงจาก    http://www.lovekanomcake.blogspot.com/

การทำเค้กกล้วยหอม

ขนมกะผลไม้นี่ ก็เอามาใช้คู่กัยบ๊อยบ่อย แต่ผลที่ได้ออกมาก็น่าประทับใจ ทั้งหอมและหวาน ก่อนหน้านี้ก็ใช้สตอเบอร์รี่กันนะคะ คราวนี้เราลองมาทำเค้กกล้วยหอมกันดูค่ะ ว่าจะถูกปากเหมือนที่ผ่านมาอ๊ะป่าว >_< " อยากกินแล้วอ่ะจิ
ส่วนผสมเค้ก
  • แป้งสาลีสำหรับทำเค้ก 3 ถ้วย
  • เนยสดชนิดเค็ม 1 1/2 ถ้วย
  • เนยขาว 1/2 ถ้วย
  • ไข่ไก่ฟองใหญ่ 4 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 1 1/4 ถ้วย
  • ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ
  • เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
  • กล้วยหอมบดละเอียด 1 ถ้วย
  • กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา
  • นมสด 1/2 ถ้วย
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • ชีสแผ่นหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก 1/4 ถ้วย
วิธีทำ
  1. เตรียมแป้งไว้โดยผสมแป้ง ผงฟู เบกกิ้งโซดาเข้าด้วยกัน ร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง 1 ครั้ง
  2. ผสมกล้วยหอมบด นมสด วานิลลาเข้าด้วยกัน พักไว้
  3. ตีเนยสด เนยขาว และเกลือเข้าด้วยกัน ด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้า พอขึ้นฟู ใส่น้ำตาล ตีต่อจนขึ้นฟู เป็นครีมขาว ต่อยไข่ใส่ทีละฟอง ตีให้เข้ากันจนหมดไข่
  4. ใส่ส่วนผสมแป้ง สลับกับส่วนผสมกล้วยหอม ตีเบาๆ ให้เข้ากันใส่ชีส คนให้ทั่ว
  5. เทส่วนผสมใส่พิมพ์สี่เหลี่ยมขนาด 6×6x2 นิ้ว ที่ทาเนยและรองด้วยกระดาษไข ประมาณ 3/4 ของพิมพ์ เคาะพิมพ์เบาๆ
  6. นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 300 F ประมาณ 20 นาทีหรือจนสุก เอาออกจากเตาอบ ทิ้งไว้สักครู่ คว่ำออกจากพิมพ์ดึงกระดาษออก หั่นเป็นชิ้น
หน้าตาก็จาออกมาเป็นอย่างนี้คร๊าบ ....
เด๋วขอแว๊ปไปทานก่อนนะคะ ใครที่อยากกินฝีมือตัวเองก็ลองไปทำกันดูนะคะ วิธีทำก็ไม่ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ สู้ๆนะคะ
อ้างอิงจากhttp://www.lovekanomcake.blogspot.com/

การทำเค้กมะพร้าวอ่อน

เค้กมะพร้ามอ่อน !!! รู้สึกว่าผลไม้เกือบทุกชนิดเนี๊ยะ เอามาทำขนมเค้กได้ทั้งนั้นเลย อิอิ น่ากินๆๆอีกแล้ว มีหวังอ้วนก็คราวนี้แหละ อยากรู้วิธีทำกันแระยังเอ่ย ไปลองทำกันเลยค่ะ

  • ส่วนผสม 1 แป้งเค้ก 45 กรัม
    ผงฟู 1/4 ช้อนชา
    น้ำตาลทรายป่น 27 กรัม
    เกลือ 1/8 ช้อนชา
  • ส่วนผสม 2 ไข่แดงเบอร์สอง 2 ฟอง
    กะทิ 16.5 กรัม
    น้ำมันพืช 16.5 กรัม
    น้ำมะพร้าว 12 กรัม
  • ส่วนผสม 3 ไข่ขาวเบอร์สอง 2 ฟอง
    ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/8 ช้อนชา
    น้ำตาลทรายป่น 27 กรัม

วิธีทำ
  • ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู เกลือ น้ำตาลป่นเข้าด้วยกัน พักไว้
  • ในชามอีกใบผสมไข่แดง น้ำมันพืช กะทิ น้ำมะพร้าว ตีให้พอเข้ากัน เทส่วนผสมที่ 2 ลงในส่วนผสมที่ 1 คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี พักไว้
  • ใน ชามที่สะอาดตีไข่ขาวกะครีมออฟทาร์ทาร์ให้เป็นฟอง จากนั้นค่อยๆทะยอยใส่น้ำตาลป่นลงไป ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟูตั้งยอดอ่อน แบ่งส่วนผสมไข่ขาวออกเป็น 3 ส่วน นำไข่ขาวลงไปตะล่อมกะส่วนผสม 1+2 อย่างเบามือทีละส่วน ทำแบบนี้จนหมดไข่ขาว
  • เท ส่วนผสมที่ได้ลงในพิมพ์ขนาด 1 ปอนด์ กระแทกพิมพ์ 1 ครั้ง นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 C อบด้วยไฟล่าง นาน 15-20 นาที พอสุกแล้วนำออกจากเตา กระแทกพิมพ์แรงๆ 1 ครั้งๆ นำเค้กออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็น
ส่วนผสมไส้ครีมมะพร้าวอ่อน
นม ข้นจืด 62.5 กรัม กะทิ 62.5 กรัม น้ำมะพร้าวอ่อน 75 กรัม น้ำตาล 25 กรัม แป้งกวนไส้ 15 กรัม เกลือ 1/8 ช้อนชา เนยสด 15 กรัม เนื้อมะพร้าวอ่อน 1 ลูก
นำ นมข้นจืด กะทิ น้ำมะพร้าวอ่อน น้ำตาล แป้งกวนไส้ เกลือ ใส่ชาม คนให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟแบบ double-boiling คนส่วนผสมไปในทางเดียวกันตลอดเวลา จนกระทั่งแป้งสุก ส่วนผสมข้น ยกลงจากเตา ใส่เนยกับเนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปคนให้เข้ากัน พักไว้ให้ส่วนผสมเย็นแล้วจึงนำไปทาบนเนื้อเค้ก

อ้างอิงจาก     http://www.lovekanomcake.blogspot.com/

การทำขนมผิง

สูตรขนมหวานไทย : ขนมผิง
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม
 
 
ขนมไทย : ขนมผิง

* แป้งมัน 6 ถ้วยตวง
* น้ำตาลทราย 3 ถ้วยตวง
* หัวกะทิ 1 1/2 ถ้วยตวง
* ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 2 ฟอง
* เทียนอบ


ขนมหวานไทย : ขนมผิง
ขนมไทย : ขนมผิง
 

     วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. นำกะทิไปตั้งบนไฟอ่อน ใส่น้ำตาลลงไป คนจนน้ำตาลละลายดี
2. จากนั้นจึงใส่แป้งลงไปในกะทิ ใส่ทีละน้อย ใส่แล้วคนต่อเนื่องจนแป้งนุ่ม จึงนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ หรือปั้นเป็นรูปทรงตามใจชอบ แล้วจึงนำไปวางบนถาดซึ่งทาน้ำมันไว้บางๆ ปั้นทิ้งไว้ 1 คืนจนแห้ง (อย่าวางชิดกันมาก เนื่องจากเวลานำไปอบขนมอาจขยายและติดกันได้)
3. วันรุ่งขึ้นนำแป้งที่ปั้นไว้ไปอบในเตาประมาณ 15 นาที หรืออบจนส่วนล่างเป็นสีน้ำตาลอ่อน จึงเอาออกมาแซะออก และนำไปอบควันเทียน
4. จัดขนมใส่จานเสริฟ หรือใส่โหล, ภาชนะมิดชิดเก็บไว้ทานภายหลัง


อ้างอิงจาก   http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_dessert_kanom_Ping_th.html

การทำขนมชั้น

สูตรขนมหวานไทย : ขนมชั้น
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม ขนมหวานไทย
 

ขนมหวานไทย : ขนมชั้นใบเตย

* แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
* แป้งท้าวยายม่อม 2 ถ้วยตวง
* น้ำตาลทราย 5 ถ้วยตวง
* น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง
* กะทิ 6 ถ้วยตวง
* น้ำดอกอัญชัญ 2 ช้อนโต๊ะ  (หรือน้ำใบเตยคั้นสด,
   หรือใช้สีผสมอาหารตามแต่สีที่ต้องการ)

ขนมหวานไทย : ขนมชั้นใบเตย
ขนมหวานไทย : ขนมชั้นใบเตย
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. นำดอกอัญชันล้างน้ำให้สะอาด นำไปปั่นใส่น้ำแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อเตรียมน้ำดอกอัญชัญ กรณีต้องการทำสีเขียวจากใบเตย ก็นำเอาใบเตยไปล้างให้สะอาดและนำไปปั่นใส่น้ำและกรองด้วยผ้าขาวบาง กรณีต้องการสีอื่น อาจใช้สีผสมอาหารแทน
2. นำน้ำลอยดอกมะลิไปตั้งบนไฟอ่อนๆ ผสมน้ำตาลทรายลงไป คนจนละลายดีเสร็จแล้วทิ้งไว้ให้เย็น
3. นำแป้งทั้งสองชนิด ผสมกับกะทิ นวดให้เหนียว จากนั้นใส่น้ำลอยดอกมะลิที่ผสมน้ำตาลแล้ว (ขั้นตอนที่ 2) ลงไปผสมให้เข้ากัน
4. แบ่งแป้งที่ผสมแล้วออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกแบ่งไว้ทำสีขาว และส่วนที่สอง ไว้ทำสีม่วงโดยเติมน้ำดอกอัญชัน (น้ำใบเตยหรือสีผสมอาหาร)ลงไปคนให้เข้ากัน
5. นำถาดที่ต้องการ (หรือแบบพิมพ์ที่เตรียมไว้) ใส่บนลังถึงตั้งบนไฟแรง ๆ พอน้ำเดือดเปิดฝา ตักแป้งสีขาวเทใส่ลงในถาดเกลี่ยให้ทั่วถาดบางที่สุด ปิดฝาเพื่อให้สุกประมาณ 5 นาที เปิดดูแป้งจะมีลักษณะใส จากนั้นตักแป้งสีม่วง (หรือสีที่ผสมลงไป) ใส่ลงไป อีก ทำสลับกันจนแป้งหมด (เคล็ดลับ : ควรใช้ภาชนะที่มีความจุเท่ากันในการตวงแป้งเทแต่ละชั้น เพื่อที่จะได้แป้งที่มีความหนาเท่า ๆ กัน)
6. นึ่งจนขนมสุกทั้งหมด แล้วยกลงทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 2 ชั่วโมงจึงตัดเป็นชิ้นเพื่อเสริฟ (เคล็ดลับ : ก่อนที่จะเทแป้งเพื่อทำชั้นต่อไปทุกครั้ง จะต้องแน่ใจว่าขนมในชั้นล่างนั้นสุกแล้วจริง ๆ ไม่เช่นนั้น แป้งชั้นนั้นจะไม่สุกเลย ถึงแม้จะใช้เวลานึ่งนานเท่าใดก็ตาม)

อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_dessert_kanom_chan_th.html

การทำขนมปุยฝ้าย

สูตรขนมหวานไทย : ขนมปุยฝ้าย
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม ขนมหวานไทย
 
ขนมหวานไทย : ขนมปุยฝ้าย

* แป้งสาลี 450 กรัม
* เอสพี 1 ช้อนโต๊ะ (ดูรายละเอียดเอสพี* ด้านล่าง)
* ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ
* ไข่ไก่ 2 ฟอง
* น้ำตาลทราย 250 กรัม
* น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
* นมข้น 1/2 กระป๋อง
* น้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง
* สีผสมอาหาร (เลือกสีตามความต้องการ), กลิ่นมะลิ (หรือตามชอบ)
* ลูกเกด (สำหรับแต่งหน้า)
ขนมหวานไทย : ขนมปุยฝ้าย
ขนมหวานไทย : ขนมปุยฝ้าย
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. ผสมเอสพี น้ำตาลทรายและน้ำ 1 ถ้วยเข้าด้วยกัน จากนั้นคนด้วยเครื่องตีไข่ ระหว่างคนตอกไข่ลงไป 2 ฟองและคนต่อไปเรื่อยๆ
2. นำผงฟูผสมกับแป้งสาลี แล้วนำไปร่อน จากนั้นจึงใส่ผสมลงไปกับส่วนผสมที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 1 คนต่อไปให้เข้ากันทั่ว
3. ใส่น้ำ 1 ถ้วยตวง, นมข้น และน้ำมะนาว คนหรือตีต่อไปจนส่วนผสมขึ้นขาว จึงใส่สีและกลิ่นตามความชอบ
4. จากนั้นนำส่วนผสมไปหยอดลงในแบบหรือพิมพ์ที่เตรียมไว้ แต่งหน้าด้วยลูกเกด (แล้วแต่ความชอบ) และนำไปนึ่งโดยใช้ไฟแรงๆ ประมาณ 10 นาทีหรือจนสุก จึงยกลง
5. ทิ้งไว้ให้เย็น สามารถนำไปเสริฟทานได้ทันที
*เอสพี เป็นส่วนผสมที่ผลิตเพื่อใช้ในขนม ที่เราต้องการฟองมาก ๆ เช่น สปันจ์เค้ก แยมโรล และ ขนมปุยฝ้าย ส่วนผสมของเอสพี มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ช่วยทำให้เกิดฟองได้ดี และช่วยให้ฟองอยู่ตัว นอกจากนั้นยังช่วยให้ปริมาตร ขนมใหญ่ขึ้นและช่วยให้ขนม นุ่ม และสด นานขึ้น


อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_dessert_kanom_Pui_Fai_th.html

การทำขนมครก

 สูตรขนมหวานไทย : ขนมครก
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม ขนมหวานไทย
 
ขนมหวานไทย : ขนมครก
+ ส่วนผสมทำตัวแป้ง +
* แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
* ข้าวสุก 1/2 ถ้วยตวง
* น้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง
* มะพร้าวขูด 1/2 ถ้วยตวง
* เกลือป่น 1 ช้อนชา
* มันหมูห่อผ้าขาว (เช็ดหลุมเตาก่อนหยอดตัวแป้ง, อาจใช้น้ำมันพืชแทนได้)
* ต้นหอมซอย, เมล็ดข้าวโพด, เผือก, ฟักทอง (สำหรับโรยหน้าขนมครก)
+ ส่วนผสมทำกะทิหยอดหน้า +
* หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
* น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
* เกลือป่น 1 ช้อนชา


ขนมหวานไทย : ขนมครก
ขนมหวานไทย : ขนมครก
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. ทำตัวแป้งก่อน โดยเอาข้าวสารซาวให้สะอาด ผสมกับข้าวสุก, แป้งข้าวเจ้า, มะพร้าว และเกลือ ใส่กาละมังพักไว้
2. ต้มน้ำให้เดือด แล้วเอามาผสมในกาละมังที่ใส่ส่วนผสมไว้ ใช้ไม้พายคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันทั่ว
3. ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วเอาไปโม่ก็จะได้แป้งขนมครกตามต้องการ
4. ทำกะทิหยอดหน้าโดยผสมหัวกะทิ, น้ำตาลทรายและเกลือป่นเข้าด้วยกัน เสร็จแล้วพักไว้
5. วิธีทำ นำกระทะหลุมที่เตรียมไว้ตั้งไฟจนร้อนได้ที่ จึงเช็ดหลุมด้วยน้ำมันจากนั้นจึงหยอดแป้งลงไป (อย่าหยอดจนเต็ม เพราะต้องหยอดหน้ากะทิภายหลัง) ปิดฟาทิ้งไว้จวนสุกจึงเปิดฝาออกและหยอดด้วยหน้ากะทิที่เตรียมไว้ ถ้ามีต้นหอมหรืออย่างอื่นเพิ่มเติมก็โรยลงบนหน้ากะทิ ปิดฝารอสักพักจนสุกจึงแคะออก ควรทานขณะร้อนจะรสชาตดีกว่าทิ้งไว้จนเย็น


อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_dessert_Kanom_Krok_th.html

การทำขนมเทียน

สูตรขนมหวานไทย : ขนมเทียน
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม
 

ขนมหวานไทย : ขนมเทียน

* แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
* น้ำตาลโตนด 2 ถ้วยตวง (สำหรับทำตัวแป้ง)
* น้ำตาลโตนด 1 1/2 ถ้วยตวง (สำหรับทำไส้)
* ถั่วเขียวกะเทาะเปลือกนึ่ง 2 ถ้วยตวง
* น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
* พริกไทย 1 ช้อนชา
* น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ
* มะพร้าวขูด 2 ถ้วยตวง
* เกลือป่น 1 1/2 ช้อนชา
ขนมหวานไทย : ขนมเทียน
ขนมหวานไทย : ขนมเทียน
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. เริ่มจากทำตัวแป้งก่อนโดย นำน้ำตาลโตนดไปเคี่ยวจนเหนียวแล้วจึงนำไปนวดกับแป้งข้าวเหนียวจนเข้ากันดี
2. เตรียมทำไส้หวาน โดยนำน้ำตาลโตนดเคี่ยวกับมะพร้าวจนแห้งจึงปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ สำหรับไส้เค็ม ให้นำน้ำมันใส่กระทะไปตั้งบนไฟร้อนปานกลาง จากนั้นใส่ถั่วนึ่ง, พริกไทย, เกลือและน้ำตาลทราย ผัดจนหอมและส่วนผสมเข้ากันทั่วจึงปิดไฟ และทิ้งไว้ให้เย็น
3. ห่อขนมโดยตัดใบตองเป็นแผ่นๆ เช็ดให้สะอาดและทาด้วยน้ำมันนิดหน่อย ตักแป้งใส่แล้วห่อไส้เค็มหรือไส้หวานตามชอบ จากนั้นนำแป้งอีก ก้อนวางลงบนไส้ ห่อให้เป็นรูปสามเหลี่ยม นำไปนึ่งประมาณ 30 นาทีจนสุกดี


อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_dessert_kanom_Tian_th.html

การทำขนมถังแตก

สูตรขนมหวานไทย : ขนมถังแตก
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม
 
ขนมหวานไทย : ขนมถังแตก
+ ส่วนผสมทำตัวแป้ง +
* แป้งสาลี 500 กรัม
* แป้งข้าวเจ้า 1500 กรัม
* กะทิ 3 ถ้วยตวง
* น้ำ 6 ถ้วยตวง
* ยีสต์ 2 ช้อนชา
* น้ำตาลทราย 800 กรัม (1)
* น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา (2)
* เกลือป่น
+ ส่วนผสมไส้ขนม +
* งาดำคั่วพอสุก 3 ช้อนโต๊ะ
* มะพร้าวแก่ขูดเป็นเส้นๆ 2 1/2 ถ้วยตวง
* น้ำตาลทราย
ขนมหวานไทย : ขนมถังแตก
ขนมหวานไทย : ขนมถังแตก
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. ผสมแป้งสาลี, แป้งข้าวเจ้า, น้ำตาลทราย (ส่วนที่ 1 : 800 กรัม) และเกลือป่นเล็กน้อย จากนั้นใส่กะทิและน้ำ คนให้เข้ากัน
2. ผสมยีสต์กับน้ำตาลทราย (ส่วนที่ 2 : 2 ช้อนชา)ในน้ำอุ่นเล็กน้อย คนให้เข้ากันดี จากนั้นจึงปิดฝาภาชนะที่ใช้ผสม นำไป ตากแดดประมาณ 8-10 นาที จึงนำไปผสมกับส่วนผสมแป้งในขั้นตอนที่หนึ่ง คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี ทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง พอเริ่มมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวและมีฟองเป็นอันใช้ได้
3. ทาน้ำมันที่กระทะ ตั้งไฟจนร้อนจัดแล้วลดไฟลง ตักแป้ง (ประมาณ 1/2 ถ้วยตวง) ใส่กระทะเหล็ก พอแป้งเริ่มสุก จึงโรยน้ำตาลทราย (ตามความหวานที่ชอบ), งา และมะพร้าวขูด แซะพับครึ่งแล้วตักขึ้นใส่จานเสริฟ


    อ้างอิงจากhttp://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_dessert_kanom_pancake_with_coconut_th.html

การทำขนมสาลี่

สูตรขนมหวานไทย : ขนมสาลี่
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม
 
 
ขนมไทย : ขนมสาลี่

* แป้งสาลี 1 ถ้วยตวง
* น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วยตวง
* ไข่เป็ด 10 ฟอง
* สีผสมอาหารตามใจชอบ
  (บางสีอาจใช้ดอกไม้หรือใบไม้ได้
  เช่น สีเขียว - ใบเตย, สีม่วง - ดอกอัญชัญ)
* ลูกเกด (สำหรับแต่งหน้าขนม)


ขนมหวานไทย : ขนมสาลี่
ขนมไทย : ขนมสาลี่
 

     วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. ตอกไข่ใส่ชาม แล้วใช้ส้อมตีแรงๆ ระหว่างตีนั้นก็ใส่น้ำตาลทรายลงไปด้วย ตีไข่จนขึ้นเป็นสีขาวนวล
2. ร่อนแป้งสาลี แล้วนำไปผสมในไข่ คนเบาๆจนแป้งละลายดีจึงใส่สีผสมอาหารลงไป (ไม่ควรใส่มาก ควรผสมให้เป็นสีโทนอ่อน จะน่ารับประทานมากกว่าสีเข้ม)
3. นำกระดาษปูลงในถาดที่จะใช้นึ่งขนม จากนั้นเทแป้งลงในถาด (หรือแบบพิมพ์ที่เตรียมไว้) และแต่งหน้าด้วยลูกเกด (แล้วแต่ความชอบ)
4. ตั้งหม้อนึ่งรอจนน้ำเดือด จึงนำถาด (หรือแบบพิมพ์) ที่ใส่แป้งลงไปนึ่ง ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ถ้าแป้งหนาอาจต้องใช้เวลา นึ่งนานขึ้น (20-25 นาที) เมื่อสุกดีแล้วจึงยกลง ทิ้งไว้ให้เย็นตัดเป็นชิ้นๆ จัดใส่จานเสริฟ

อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_dessert_Sa-Lee_th.html

การทำขนมอาลัว

สูตรขนมหวานไทย : ขนมอาลัว
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม
 

ขนมหวานไทย : อาลัว

* แป้งสาลี 1 1/2 ถ้วยตวง
* แป้งถั่วเขียว 1/2 ถ้วยตวง
* แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
* น้ำลอยดอกมะลิ 6 ถ้วยตวง
* มะพร้าวขูด 350 กรัม
* น้ำตาลทราย 5 1/2 ถ้วยตวง
* สีผสมอาหาร
  (บางสีอาจใช้ดอกไม้หรือใบไม้ได้
   เช่น สีเขียว - ใบเตย, สีม่วง - ดอกอัญชัญ)


ขนมหวานไทย : ขนมอาลัว
ขนมหวานไทย : อาลัว
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. นำมะพร้าวขูดไปผสมกับน้ำลอยดอกมะลิ จากนั้นนำไปคั้นจนได้น้ำกระทิ
2. นำแป้งสาลี, แป้งถั่วเขียว และแป้งมันร่อนผสมกัน
3. นำน้ำกะทิผสมกับแป้งและน้ำตาล คนจนละลายเข้ากันดี จึงนำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง เสร็จแล้วนำไปตั้งบนไฟร้อนปานกลาง ใส่สีผสมอาหารลงไป และกวนเรื่อยจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี (แป้งจะมีลักษณะเหนียวใสๆ ถ้านำไปหยอดในน้ำ แล้วแป้งยังคงรูปอยู่ก็เป็นอันใช้ได้)
4. นำน้ำแป้งที่ได้ตักใส่ถุงบีบ แล้วจึงบีบลงในถาดที่ทาเนยขาวบาง ๆ แล้วจึงนำไปตากแดดสัก 2 - 3 แดด เสร็จแล้วนำไปอบควันเทียน
5. จัดใส่จานเสริฟได้ทันที หรือใส่กระปุกมิดชิดเก็บไว้รับประทานภายหลังได้


อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_dessert_A-Lua_th.html

การทำขนมเบื้อง

 สูตรขนมหวานไทย : ขนมเบื้อง
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม

+  ส่วนผสมตัวแป้ง +
* แป้งข้าวเจ้า 350 กรัม
* แป้งถั่วเขียว 200 กรัม
* แป้งสาลี 100 กรัม
* น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วยตวง
* น้ำปูนใส 2 ถ้วยตวง
* ไข่เป็ด (เฉพาะไข่แดง) 2 ฟอง
 
+  ส่วนผสมน้ำตาลทาขนม +
* น้ำตาลปี๊บ 500 กรัม
* ไข่เป็ด (เฉพาะไข่ขาว) 20 ฟอง
+  ส่วนผสมหน้าครีม +
* ไข่เป็ด (เฉพาะไข่ขาว) 3 ฟอง
* น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
* ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/2 ช้อนชา
   
+  ส่วนผสมไส้ +
 * ไส้หวาน : มะพร้าวขูด, ฝอยทองและงาขาว
 * ไส้เค็ม : นำกุ้งสดไปผัดกับน้ำมัน จากนั้นปรุงรสด้วยพริกไทย, เกลือ, ต้นหอมซอย และผักช

ขนมไทย : ขนมเบื้อง
ขนมไทย : ขนมเบื้อง
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. เตรีมทำตัวแป้งโดยนำแป้งข้าวเจ้า, แป้งถั่วเขียวและแป้งสาลีไปร่อนรวมกัน แล้วจึงนำไปผสมกับน้ำปูนใส, น้ำตาลปี๊บและไข่แดง นวด(ขยำ) จนส่วนผสมเข้ากันดี แล้วจึงพักไว้
2. เตรียมทำน้ำตาลทาขนมเบื้อง โดยนำไข่ขาวและน้ำตาลปี๊บมาผสมกัน คนจนน้ำตาลละลายทั่วดี แล้วจึงพักไว้
3. เตรียมทำส่วนผสมหน้าครีม โดยผสมไข่ขาว, น้ำตาลทรายและครีมออฟทาร์ทาร์เข้าด้วยกัน ตีจนส่วนผสมเข้ากันดี, ผิวเนียนและขึ้นฟู จึงพักไว้
4. ตั้งไฟบนกระทะก้นแบน ใช้กระจ่าแตะที่ส่วนผสมตัวแป้ง (ที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 1) แล้วละเลงบนกระทะ จากนั้น จึงเลือกเอาว่าจะทาน้ำตาล (ส่วนผสมที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 2) หรือจะทาครีม (ส่วนผสมที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 3) เลือกเอา อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แล้วละเลงบนตัวแป้ง
5. จากนั้นจึงเลือกว่าจะใส่ไส้เค็มหรือไส้หวาน เมื่อใส่ไส้เสร็จแล้ว รอสักพักจนขนมสุกจึงพับครึ่งแล้วแซะใส่ถาด หรือจัดใส่จานเสริฟ

อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_crispy_pancakes_th.html

การทำขนมถ้วย

สูตรขนมหวานไทย : ขนมถ้วย
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม
 
ขนมไทย : ขนมถ้วย

ส่วนผสมทำตัวขนมถ้วย
* แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย
* แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
* หางกะทิ 1 ถ้วย
* น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย
* น้ำใบเตย 1/4 ถ้วย
ส่วนผสมทำหน้าขนม
* แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ
* หัวกะทิ 1 ถ้วย
* เกลือ 1/2 ช้อนชา

ขนมไทย : ขนมถ้วยตะไล
ขนมไทย : ขนมถ้วย
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. เตรียมทำตัวขนมโดย นำหางกะทิไปผสมกับแป้งข้าวเจ้า, แป้งเท้ายายม่อม, น้ำตาลปี๊บและน้ำใบเตย นวดจนเข้ากันดี นำไปกรองด้วยผ้าข้าวบางและพักไว้
2. เตรียมทำหน้าขนมโดยนำหัวกะทิผสมกับแป้งข้าวเจ้าและเกลือ คนจนละลายดีจึงนำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง และทิ้งไว้
3. ตั้งหม้อนึ่งรอจนน้ำเดือดจึงเรียงถ้วยตะไลลงไป นึ่งจนถ้วยตะไลร้อน จึงเริ่มหยอดตัวขนม (ที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 1) ลงไปประมาณ 3/4 ถ้วยตะไล จากนั้นจึงปิดฝาหม้อและนึ่งทิ้งไว้ประมาณ 3 - 5 นาที จากนั้นจึงหยอดหน้าขนม (ที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 2) ลงไปในถ้วยตะไล จนเต็มและนึ่งต่อไปอีกประมาณ 5 นาที
4. รอจนเย็นแล้วจึงนำไปเสริฟ เวลาเสริฟสามารถเสริฟทั้งถ้วยตะไล หรือใช้ไม้พายแคะออกจากถ้วยแล้วจัดเรียงใส่จาน


อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_steamed_pandanus_cake_th.html

การทำขนมกล้วยเชื่อม

สูตรขนมหวานไทย : กล้วยเชื่อม
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม
 

ขนมหวานไทย : กล้วยเชื่อม

* กล้วยไข่ห่าม 8-10 ผล
   (ปอกเปลือกและบั้งตามขวาง)
* น้ำเปล่า 500 กรัม
* น้ำตาลทราย 400 กรัม
* น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำกะทิ 1/2 ถ้วยตวง
   (สำหรับทำน้ำกะทิราดหน้า)
* เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
   (สำหรับทำน้ำกะทิราดหน้า)


ขนมหวานไทย : กล้วยเชื่อม
ขนมหวานไทย : กล้วยเชื่อม
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. นำกระทะทองเหลืองไปตั้งบนไฟอ่อน จากนั้นผสมน้ำตาลทราย, น้ำเปล่า และน้ำมะนาวลงไป คนจนส่วนผสม ทุกอย่างเข้ากันดี
2. นำกล้วยที่ปอกแล้วลงไปเชื่อมในกระทะ เชื่อมจนสุกทั่ว โดยสังเกตุว่าผิวกล้วยจะใส ฉ่ำและเป็นเงา จากนั้นตักใส่จานเสริฟเตรียมไว้
3. ทำน้ำราดหน้าโดยผสมน้ำกะทิกับเกลือป่นเข้าด้วยกัน นำไปตั้งบนไฟอ่อนๆสักพัก ระวังอย่าให้กะทิแตกมัน
4. เวลาเสริฟ ราดน้ำกะทิบนกล้วยที่เชื่อมแล้ว สามารถเสริฟได้ทั้งขณะร้อน หรือเย็น
(สำหรับ 2 ท่าน)


อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_bananas_in_syrup_th.html

การทำขนมเปียกปูน

สูตรขนมหวานไทย : ขนมเปียกปูน
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม
 

ขนมหวานไทย : ขนมเปียกปูน

* แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
* แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำตาลมะพร้าว 400 กรัม
* น้ำกาบมะพร้าวเผา 3/4 ถ้วยตวง
* น้ำกะทิ 1 ถ้วยตวง
* น้ำปูนใส 4 ถ้วยตวง 
* เนื้อมะพร้าวฝอย 1 1/2 ถ้วย
   (คลุกเกลือนิดหน่อย ไว้สำหรับโรยหน้า)
ขนมหวานไทย : ขนมเปียกปูน
ขนมหวานไทย : ขนมเปียกปูน
 

      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. นำกาบมะพร้าวไปเผาไฟพอไหม้นิดหน่อยจึงนำไปจุ่มลงในน้ำสะอาด ทิ้งไว้ให้กาบมะพร้าวแห้ง จึงนำไปโขลกให้ละเอียด และร่อนจนได้ผงละเอียด แล้วจึงนำไปผสมกับน้ำสะอาด 3/4 ถ้วยตวง
2. ผสมแป้งข้าวเจ้าและ แป้งเท้ายายม่อม กับน้ำกะทิ, น้ำปูนใส, น้ำกาบมะพร้าว (ที่ทำในขั้นตอนที่ 1)และ น้ำตาลมะพร้าว ผสมจนทุกอย่างละลายเข้ากันดีจึงนำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง
3. เมื่อกรองเสร็จแล้ว เทส่วนผสมลงในกระทะทองเหลือง (หรือกระทะเทฟลอนก็ได้) นำไปตั้งไฟกวนโดยใช้ไฟแรง กวนสักพักพอแป้งจับตัวกันเป็นก้อน จึงลดไฟลงและ กวนต่อจนส่วนผสมข้นและเหนียว จึงเทใส่ถาดเกลี่ยหน้าให้เรียบหรือเทใส่แบบพิมพ์ที่เตรียมไว้
4. ถ้าเทใส่ถาด รอจนส่วนผสมเย็นจึงตัดเป็นชิ้น โรยด้วยเนื้อมะพร้าวฝอย ตักเป็นชิ้นใส่จานเสริฟ หรือเสริฟทั้งถาดแล้วแต่ความเหมาะสม


อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_black_coconut_sweet_pudding_th.html

การทำขนมครองแครงกะทิสด

สูตรขนมหวานไทย : ครองแครงกะทิสด
     เครื่องปรุง + ส่วนผสม
 

ขนมหวานไทย : ขนมครองแครงกะทิสด
 
* แป้งมัน 3/4 ถ้วยตวง
* น้ำกะทิ 1/2 ถ้วยตวง
   (สำหรับทำตัวครองแครง)
* หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
   (สำหรับทำน้ำกะทิ)
* น้ำตาลทรายขาว 1/2 ถ้วยตวง
* เกลือป่น 1 1/2 ช้อนชา
* งาขาวคั่ว 3 ช้อนชา (สำหรับโรยหน้าครองแครง)
* แม่พิมพ์สำหรับกดแป้งทำครองแครง



ขนมหวานไทย : ขนมครองแครงกะทิสด
ขนมหวานไทย : ขนมครองแครงกะทิสด
 

     วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. นำแป้งมันไปร่อนและผสมกับน้ำกะทิ (1/2 ถ้วยตวง) ในกระทะทองเหลือง นำไปตั้งบนไฟอ่อนๆจนแป้งละลาย คนจนแห้งและเหนียว จึงปิดไฟ
2. นำแป้งมานวดจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว และนำไปปั้นเป็นลูกกลมๆ จากนั้นจึงนำไปกดบนแบบครองแครง (ถ้าไม่มีใช้ส้อมกดแทนพอได้) เสร็จแล้วนำไปคลุกแป้งมันนิดหน่อยเพื่อไม่ให้ติด และใช้ผ้าขาวบางหมาดๆ คลุมไว้ ทำครองแครงจนแป้งหมด
3. ตั้งน้ำร้อนในหม้อจนเดือด จึงนำครองแครงที่ปั้นแล้วใส่ลงไปต้มจนสุกใส จึงนำออกมาแช่น้ำเย็นไว้สักพักแล้วนำออกมาสะเด็ดน้ำ
4. ทำน้ำกะทิโดยผสมหัวกะทิ (1 ถ้วยตวง), น้ำตาลทราย และเกลือป่นลงในหม้อ และนำไปตั้งบนไฟอ่อนๆ จนละลายเข้ากันดี รอจนน้ำกะทิเดือดจึงใส่ครองแครงที่ต้มสุกแล้วลงไป ต้มต่ออีกสักพักจึงปิดไฟ
5. ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยงาขาว และเสริฟเป็นของว่างในวันสบายๆ


อ้างอิงจาก    http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_caramelized_crisps_in_coconut_cream_krong_krang_th.html